…เสียงแหบพร่าค่อยกังวานผ่านลำไม้
เบา-ดังเหมือนดั่งใจให้เปล่งเสียง
เป็นถ้อยความตามคำร้อยจำเรียง
โยนจังหวะเผดียงเป็นเสียงแคน
…ลมเอย “ลมพัดไผ่”ไหวเอนน้าว
“ลมพัดพร้าว” แว่วหวานกังวานแสน
จน “นกไซข้ามท่ง” บินหลงแดน
“สุดสายแนน” แถนท่านประทานมา
…”น้ำโตนตาด” ตอนค่ำน้ำเย็นชื่น
ใครสะอื้น “สาวคอยอ้าย” หลายวสา
“แม่ฮ่างกล่อมลูก” น้อย ค่อยนิทรา
“มโนราห์เล่นน้ำ” ในค่ำนี้
…”มโหรีอีสาน” แว่วหวานนัก
เอิ้นขวัญรักคืนกายด้วย “บายศรี”
“สาละวัน” “คอนสะหวัน” สรรวาที
จนถึงที่ “หัวดอนตาล” การ “เต้ยลา”
…ครั้นจะลาขอฝากสาส์น “อ่านหนังสือ”
ไล่นิ้วมือ “เดินดง” หลงภาษา
“สีพันดอน” “ตังหวาย” ลาย “ดำนา”
เพลินคีตาต้องมนต์จน “ลำเพลิน”
…”ลำภูไท” ลาย “แพรวากาฬสินธุ์”
เหมือนได้ยิน “แมงภู่” อยู่เผินเผิน
นั่น “สาวน้อยสะกิดแม่” ทำแลเมิน
ไพเราะเกิน “ปู่ป๋าหลาน” ลืมบ้านเรือน
…อ้าย “เซียงดื้อหยอกสาว” ชาวไทญ้อ
แล้วมาต่อ “สรภัญ”ค่อยอั้น-เอื้อน
โอ้ “โปงลาง” เสียงทิพย์กระซิบเตือน
ราตรีเยือนดึกด่ำต้องอำลา
…โอ้สองมือเคยกำขยำเต้า(แคน)
ปากเคยเร้าเร่งจังหวะปรารถนา
เรียวนิ้วไล้ลูบพรมเมื่อลมพา
ฤๅจะร้างเสน่หาแล้วครานี้
…ค่อยค่อยคลายริมฝีปากจะจากแล้ว
แต่ยังแผ่วลมฝืนสะอื้นหนี
แม้คลายมือแต่ใจมักไม่รักดี
เป่าโน้ตลาอีกทีเลยมิลา…
ถ้อยความที่อยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศ ( ” ” ) นั้น คือชื่อของลายดนตรีอีสาน (ทำนองเพลงที่ไม่มีคำร้อง) ส่วนคำว่า ” เต้า ” เป็นคำลักษณนามของแคนครับ
นักเขียน นักประพันธ์ และผู้รังสรรค์งานฝีมือของ ชาน่า คราฟต์
